The shape of future education;Generation Alpha

ในปัจจุบัน เราต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันอย่างมาก จนเราอาจจะพึ่งพาสมองกล หรือโรบอตมากกว่าแรงงานและกำลังสมองมนุษย์ในอนาคต ในด้านการศึกษา เด็กในอนาคตอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเรียนจากสถาบันการศึกษาด้วยซ้ำ เพราะทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ และสามารถฝึกทักษะได้ด้วยตนเองในเกือบจะทุกสายงานอาชีพ ดังนั้นการเรียนของเด็กในยุคแอลฟา หรือเด็กที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2553 ( 2009) นั้นมีความท้าทายต่อนักการศึกษาอย่างยิ่ง เพราะเราไม่รู้เลยว่าการป้อนความรู้หรือทักษะในระบบความคิดปัจจุบันจะสามารถตอบโจทย์ในตลาดแรงงานให้กับเด็กในเจนเนอเรชั่นนี้ได้หรือไม่

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าขณะนี้ระดับอุดมศึกษา เริ่มขาดแคลนนักศึกษาที่สนใจเข้าเรียน จนมหาวิทยาลัยต้องปิดแผนกไปจำนวนมาก หลายมหาวิทยาลัยต้องปิดตัวเพราะไม่มีคนเรียน ที่อยู่ได้อาจเหลือเฉพาะที่เป็นสาขาอาชีพเฉพาะ เช่น แพทย์ พยาบาล ทหาร ฯลฯ แต่มีแนวโน้มที่จะเปิดเป็นรูปแบบของโรงเรียนเฉพาะสาขาอาชีพมากขึ้น เช่นเป็น medical school, law school, etc.

ผู้ปกครองและครูของเด็กยุคใหม่ต้องทำใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การป้อนความรู้ให้เด็กในรูปแบบเดิมๆ จะไม่ได้ผลอีกต่อไป ยิ่งการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจดจำตำรานั้นล้าสมัย และจะแพ้สมองกลอย่างแน่นอน

รูปแบบของการศึกษาสำหรับเด็กรุ่นแอลฟาจึงต้องเปลี่ยนทิศทางจากเดิมอย่างมาก โดยในช่วง 20 ปีข้างหน้า เราพอสรุปได้ว่าโรงเรียนควรจะปรับตัวดังนี้

[if !supportLists]1. [endif]เรียนทุกที่ทุกเวลา ภาพจำเก่าๆ ของเราการเรียนนั้นถูกจำกัดอยู่ในช่วงเวลาเข้าเรียนในห้อง แต่จริงๆแล้ว เด็กๆ เรียนรู้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะนั่งอยู่กับครู หรือเล่นกับเพื่อน เป็นเวลาแห่งการเรียนรู้ทั้งหมด ห้องเรียนต้องไร้รูปแบบและฤปรับเปลี่ยนได้ ห้องที่นั่งเรียนอาจปรับเป็นห้องปฏิบัติการ หรือเรียนบัลเลต์ได้เลยในห้องเดียว ที่สำคัญแม้ว่ากลับไปบ้านแล้ว การทำ’การบ้าน’ก็ไม่ใช่การเรียนอย่างเดียว การทำ’งานบ้าน’ก็เป็นการเรียนรู้ของเด็กเช่นกัน ผู้ให้การศึกษาที่ดีจึงต้องร่วมกันทั้งครูในระหว่างที่โรงเรียน และผู้ปกครองเมื่อเด็กๆ อยู่ที่บ้าน ต้องกำจัดกรอบความคิดที่ว่าการเรียนรู้เกิดที่โรงเรียนเท่านั้นออกไปให้ได้

[if !supportLists]2. [endif]เด็กแต่ละคนใช้เวลาและความพยายามในการเรียนไม่เท่ากัน การเรียนที่มุ่งหวังผลบางอย่าง อาจต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ไม่เท่ากัน การช่วยเหลือเด็กที่อ่อนในวิชานั้นๆ เป็นสิ่งที่ครูต้องใส่ใจ แม้ว่าจะต้องเพิ่มเวลาและโอกาสให้เด็กคนนั้นฝึกฝนมากกว่าคนอื่น และต้องเป็นไปในทางบวก

[if !supportLists]3. [endif]ทางเลือกอิสระมากขึ้น นักเรียนจะสามารถเลือกใช้วิธีการเรียนที่หลากหลาย ไม่จำกัดรูปแบบ เพราะแต่ละคนอาจจะถนัดแตกต่างกัน เมื่อจุดหมายของการเรียนวิชานั้นๆ มีอย่างเดียว แต่นักเรียนอาจเลือกรูปแบบการเรียนที่เหมาะสมกับตนเอง ครูจะต้องเข้าใจและช่วยเหลือในทุกรูปแบบของการเรียนรู้ เช่น บางคนเรียนภาษาผ่านเพลง บางคนเรียนผ่านการชมภาพยนตร์ บางคนผ่านการอ่าน ห้องเรียนแห่งอนาคตจะต้องให้เด็กสามารถมีทางเลือกได้

[if !supportLists]4. [endif]เรียนผ่านการแก้ปัญหา หรือ project base การเรียนรู้เมื่อปฏิบัติจริงนั้นดีที่สุด เมื่อมีโจทย์มาให้นักเรียนได้ฝึกแก้ไขปัญหาและหาข้อมูลต่างๆเอง จะทำให้เด็กมีความเคยชินกับการหาความรู้ด้วยตนเอง มีกลไกการคิดเป็นกระบวนทรรศน์ การเริ่มตั้งแต่วัยเด็กเล็กเช่นการเรียนผ่านเกมจะช่วยให้เด็กมีความคิดแก้ไขปัญหาได้ดีกว่าการบังคับให้ท่องจำมาก สิ่งนี้จะติดตัวไปตลอดชีวิตเมื่อเด็กโตขึ้น จะสามารถใช้กระบวนการคิดที่ดี ห้องเรียนแห่งอนาคตจะไม่บังคับเด็กให้เร่งเขียนอ่าน เมื่อไม่พร้อม เพราะจะขัดขวางกระบวนการคิดของเด็ก เป็นผลเสียมากกว่าผลดี

[if !supportLists]5. [endif]การได้ลองทำจริงเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด โรงเรียนแห่งอนาคตต้องมีช่องทางให้เด็กๆ ได้ลองปฏิบัติจริง หรือได้ลองเห็นสภาพความเป็นจริงของแต่ละอาชีพ มีการแชร์ประสบการณ์จากผู้ปกครองในสาขาอาชีพต่างๆ จะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าเราสามารถจำลองอาชีพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตให้กับเด็กๆที่นอกจากอาชีพเดิมๆ หมอ พยาบาล ตำรวจ ฯลฯ อาชีพที่หลากหลายเช่น นักเขียนเกม นักแต่งเพลง ยูทูบเบอร์ ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจสำหรับเด็กรุ่นแอลฟานี้

[if !supportLists]6. [endif]จริงอยู่ที่ว่า math หรือคณิตศาสตร์เป็นวิชาพื้นฐานสำหรับมนุษย์ แต่การเรียน math ที่เข้มข้นอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะเครื่องจักรทำงานได้ดีกว่ามนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่สิ่งที่เครื่องจักรทำไม่ได้คือการวิเคราะห์ การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นทักษะที่จำเป็นที่สุดในอนาคต เพราะ asset ที่มีราคามากที่สุดในอนาคตคือข้อมูล Data ดังนั้นการฝึกวิเคราะห์ ฝึกวิจัย ฝึก coding เป็นทักษะที่จำเป็นไม่ว่าจะอยู่ในสาขาอาชีพไหน

[if !supportLists]7. [endif]การประเมินด้วยการสอบจะล้าสมัย การสอบในแบบเดิมๆ ใช้ไม่ได้กับการทำงานจริงในอนาคต การวัดความรู้สามารถทำได้ในระหว่างการเรียนหรือการทำ project การศึกษาในอนาคตจะให้น้ำหนักกับการสอบน้อยมาก

[if !supportLists]8. [endif]นักเรียนจะมีส่วนในการออกแบบหลักสูตรการเรียนของตัวเองมากขึ้น มีองค์ความรู้ใหม่ๆที่ไม่เคยบรรจุในหลักสูตรมากมาย เด็กควรมีโอกาสที่จะเลือกเรียนในสิ่งที่มีความจำเป็นกับเค้า หรืออยู่ในความชอบความสนใจ มากกว่าที่จะเรียนตามสั่งจากโรงเรียนแบบเดิมๆ

[if !supportLists]9. [endif]ครู จะมีความจำเป็นมากในอนาคต และจำเป็นที่จะต้องใส่ใจและเป็นมืออาชีพมากกว่าเดิม ครูที่สอนไปเรื่อยๆ ตามหลักสูตรไม่สามารถตอบโจทย์การศึกษาในอนาคต เนื่องจากเด็กยุคใหม่สามารถหาแหล่งความรู้ได้เอง ครูสำหรับเด็กเล็กจะต้องมีความเข้าใจ child development ไม่ใช่วิชาการ ครูระดับประถม จะต้องมีความเข้าใจใน early years learning และครูในระดับมัธยมและอุดมศึกษาต้องมีความเข้าใจประสบการณ์ในศาสตร์นั้นๆ และเคยปฏิบัติจริง การเรียนรู้จาก master ตัวจริง หรือคนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนั้นจริงๆ นั้นจะเป็นที่แพร่หลายมากในอนาคต